จุฬาฯ เดินหน้าทำวิจัย พัฒนาวัคซีนกันโรคสัตว์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมปศุสัตว์ ร่วมมือวิจัยและพัฒนาวัคซีนจากเชื้อภายในฟาร์ม(ออโตจีนัสวัคซีน) เพื่อควบคุมและป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในฟาร์มสุกร โดยมีศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อประสานงานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา
 
 
รศ.ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี กรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์ เปิดเผยว่า จากการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินโครงการ “ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม” อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่กับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดผลงานวิจัยเชิงประจักษ์มากขึ้นนั้น ล่าสุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาวัคซีนจากเชื้อภายในฟาร์ม หรือ ออโตจีนัสวัคซีน (Autogenous vaccine) เพื่อควบคุมป้องกันโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสในฟาร์มสุกร ให้สามารถนำผลการวิจัยไปพัฒนาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ โดยได้มอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานกลางในการติดต่อประสานงานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานี้
         
 
น.สพ.ดร. สุพจน์ วัฒนะพันธ์ศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้พัฒนาการเลี้ยงสุกรจนมีความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ และเป็นที่ยอมรับในด้านมาตรฐานของการผลิตสุกรเพื่อการค้า แต่อย่างไรก็ตาม มีประมาณการความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยรวมทั้งประเทศแล้วอาจมีมูลค่าสูงกว่า 5 พันล้านบาทต่อปี ดังนั้นการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในสุกร โดยการฉีดวัคซีนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัส เนื่องจากยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดที่ให้ผลดีและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหากต้องนำมาใช้เพื่อป้องกันและรักษาโรค ส่วนใหญ่จึงเน้นด้วยการใช้วัคซีนที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งในแต่ละปีมีวัคซีนที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อฉีดให้กับสุกรจำนวนไม่ต่ำกว่า 13 ล้านตัวต่อปี คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปี

“ปัจจุบัน วัคซีนที่กรมปศุสัตว์ผลิตเพื่อฉีดในสุกรมี 2 ชนิด คือ วัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย และวัคซีนป้องกันโรคอหิวาต์สุกร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาและวิจัยวัคซีนชนิดใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทย เพื่อลดความสูญเสียจากโรคระบาดที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ และเพื่อเพิ่มโอกาสการพึ่งพาตนเองของภาครัฐ รวมถึงลดการนำเข้าของวัคซีนจากต่างประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีน (vaccine security) ในกรณีที่เกิดปัญหาแต่ขาดวัคซีนที่จะใช้ การใช้ออโตจีนัสวัคซีนเชื้อตายที่ผลิตขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่มีความจำเพาะกับฟาร์มในโครงการนี้จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะนำไปสู่การควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อที่พบในฟาร์มได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถช่วยลดการใช้ยาต้านจุลชีพได้” น.สพ.ดร.สุพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า
 
 
“ออโตจีนัสวัคซีน คือ วัคซีนที่เตรียมจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคระบาดดังกล่าว แล้วนำกลับไปใช้เฉพาะฟาร์มนั้นเพื่อแก้ปัญหาโรคระบาดที่มีอยู่ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเลือกทำออโตจีนัสวัคซีนคือ การชันสูตรวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องว่าเกิดจากการติดเชื้อชนิดใด และมีการคัดเลือกสายพันธุ์ของไวรัสหรือแบคทีเรียที่เพาะเลี้ยงได้ ให้ตรงกับเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดปัญหา รวมถึงการผลิตวัคซีนให้มีปริมาณเพียงพอและทดสอบความปลอดภัยของวัคซีนที่ผลิตได้ก่อนนำไปใช้ พร้อมทั้งเลือกฉีดวัคซีนให้แก่สุกรในช่วงอายุที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ภูมิคุ้มกันที่สูงที่สุดในการป้องกันโรค ซึ่งจะสามารถช่วยลดปัญหาโรคติดต่อเชื้อในสุกรในประเทศและสามารถควบคุมและป้องกันโรคระบาดต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทย”

ที่มา : บ้านเมือง