ผนึกภาครัฐ-เอกชนลุย‘ไบโออีโคโนมี’5กลุ่มอุตสาหกรรม

สานพลังประชารัฐ ดึงภาคเอกกว่า 10 ราย ผนึกสถาบันการศึกษา 27 แห่ง ลงนามเอ็มโอยู ก.ย.นี้ ขับเคลื่อนไบโออีโคโนมี ก่อคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่ หวังเกิดการลงทุน 4 แสนล้านบาทในช่วง 10 ปี หลังหารือกับผู้ประกอบการตกผลึกใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ด้านยักษ์ใหญ่ ปตท.–มิตรผล- พีทีทีจีซี-เอสซีจี รับเป็นผู้ลงทุนหลัก แต่ขอแรงหนุนจากภาครัฐแก้อุปสรรคด้านลงทุน

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ หัวหน้าคณะทำงานย่อยด้านไบโออีโคโนมี ภายใต้คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภายหลังคณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมีคอล จำกัด(มหาชน)หรือพีทีทีจีซี ได้นำเสนอแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้อุตสาหกรรมเป้าหมายให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบไปแล้ว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาซูเปอร์คลัสเตอร์ปิโตรเคมี และโครงการไบโออีโคโนมี ที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการเปลี่ยนเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม นำไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงของห่วงโซ่ หรือเป็นคลื่นเศรษฐกิจลูกใหม่เพิ่มมูลค่าฐานเกษตรกรรม

ทั้งนี้ ตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาทางคณะทำงานได้หารือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่จะผลักดันให้โครงการไบโออีโคโนมีเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยจัดทำแผนหรือโรดแมปในการขับเคลื่อนออกมาแล้ว ซึ่งในช่วงเดือนกันยายนนี้ จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนกว่า 10 ราย เช่น กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กลุ่มเอสซีจี กลุ่มมิตรผล และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ KTIS เป็นต้น ที่เห็นโอกาสด้านการลงทุน รวมถึงความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอีก 27 แห่ง ที่จะนำผลงานวิจัยต่างๆ มาช่วยต่อยอดในการสร้างนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ไปสู่เชิงพาณิชย์ โดยการลงนามเอ็มโอยูดังกล่าว จะครอบคลุมไปถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในด้านการลงทุนของแต่ละโครงการ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการดำเนินงานใน 1 ปี

โดยแผนการดำเนินงานดังกล่าว จะมีการเข้าไปพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่จะต้องเริ่มจากการทำเกษตรสมัยใหม่มุ่งเน้นการบริการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ให้เป็นแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่มีหลากหลายมากยิ่งขึ้น และตามด้วยการวางแผนและพัฒนาโรงกลั่นชีวภาพ ที่สามารถแปลงวัตถุดิบชีวภาพให้เป็นผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มในหลากหลายรูปแบบ อาทิ เชื้อเพลิงชีวภาพ ไฟฟ้าชีวมวล ชีวเคมีภัณฑ์ พลาสติกชีวภาพ วัตถุดิบใช้สำหรับผลิตอาหารคนและสัตว์ ไปจนถึงชีวเภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

นายอนนต์ กล่าวถึงรูปแบบการลงทุนว่า หลังจากลงนามในเอ็มโอยูแล้ว ทั้งภาครัฐ เอกชน จะร่วมกันศึกษาในรายละเอียดรูปแบบการลงทุน เจาะลึกในแต่ละโครงการ โดยโรงกลั่นชีวภาพ ทางภาคเอกชนอยู่ระหว่างจะเข้าไปศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ในการตั้ง ซึ่งต้องอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ และอยู่ระหว่างการคัดเลือกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ และนครสวรรค์ เป็นต้น โดยตั้งเป็นคอมเพล็กซ์ขึ้น ซึ่งจะประกอบไปด้วยโรงงานต่างๆ ที่จะมาใช้วัตถุดิบร่วมกันภายใต้ฐานการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน รวมถึงการดำเนินงานปลดล็อกเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนด้วย

“การลงนามครั้งนี้ ทางรัฐบาลต้องการให้เกิดการขับเคลื่อนในเชิงรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่การหารือกับภาคเอกชนเท่านั้น เพราะในเอ็มโอยู จะกำหนดเงื่อนไขให้แต่ละรายที่สนใจเข้าไปศึกษาในรายละเอียดของการลงทุนรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าแต่ละรายมีความต้องการวัตถุดิบชนิดใด ราคาเหมาะสมหรือไม่ หรือจะมีการร่วมลงทุนกันอย่างไร ซึ่งมีกรอบศึกษาในระยะเวลา 1 ปี ในระหว่างนี้หากมีปัญหาอะไรที่เป็นอุปสรรคภาครัฐจะได้มีเวลาแก้ไขได้ทัน เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าต่อไปได้”

ส่วนกรอบการลงทุนเบื้องต้นที่มีการหารือกันไว้ใน 5 กลุ่ม ช่วงระยะเวลา 10 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยในส่วนของพลังงาน กรณีการผลิตเอทานอล จากการใช้อ้อยและมันสำปะหลัง มีเป้าหมายที่จะใช้วัตถุดิบอ้อยในการผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นจาก 900 ล้านลิตรต่อปี เป็น 2,000 ล้านลิตรต่อปี รวมถึงการใช้มันสำปะหลังผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้นจาก 320 ล้านลิตรต่อปี เป็น 506 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ จะมีเจ้าภาพหรือผู้ลงทุน เช่น ปตท. และกลุ่มมิตรผล คาดจะใช้เงินลงทุนราว 2.63 หมื่นล้านบาท และมีกลุ่มลูกค้าหลักจะเป็นรถขนส่งสินค้าของปตท.และเอสซีจี ที่จะมีการนำเอทานอลมาผลิตเป็นดีโซฮอล์ นอกจากจากการใช้เป็นแก๊สโซฮอล์เท่านั้น

สำหรับการผลิตไฟฟ้านั้น จะใช้ชานอ้อย และกาก มีเป้าหมายจะผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 1,800 เมกะวัตต์ รวมถึงการนำกากมันมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ แล้วจึงนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 336-500 เมกะวัตต์ จากที่ไม่เคยผลิตได้มาก่อน จะมีทางปตท.และกลุ่มมิตรผล รับเป็นผู้ลงทุนในส่วนของโรงงานชีวมวลจากชานอ้อย ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ จะมีทั้งกลุ่มมิตรผล ไทยวา ชลเจริญ เอี่ยมเฮง สงวนวงศ์ และปตท. เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และขายไฟฟ้าตรงให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 1.485 แสนล้านบาท

นายอนนต์ กล่าวอีกว่า ขณะที่กลุ่มไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ จะมีการสร้างโรงงานผลิตไบโอพลาสติกขึ้นมา จะมีกลุ่มมิตรผลและพีทีทีจีซี บริษัท แปรรูปพลาสติก เป็นผู้ลงทุน ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดการใช้ โดยเลือกทำตลาดผ่านกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์แช่แข็งเป็นต้น

ส่วนการลงทุนพัฒนาต่อยอดจากอาหารในกลุ่มแป้งและน้ำตาล ขึ้นมาเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารที่มีผลในเชิงรักษาโรค ซึ่งมีกลุ่มมิตรผลเป็นเจ้าภาพที่จะลงทุนประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท เพื่อตอบรับกระแสการดูแลสุขภาพของประชากรทั่วโลก ที่กำลังก้าวสู่เป็นสังคมผู้สูงอายุ รวมทั้ง การลงทุนในส่วนของอุตสาหกรรมยาชีววัตถุ และวัคซีนขั้นสูง เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมด้านนี้ภายในเวลา 10 ปี โดยมีเป้าหมายเพิ่มการผลิตและเพิ่มการส่งออกเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยส่วนหนึ่งทางกลุ่มมิตรผล จะเป็นผู้ลงทุน และจะมีการเชิญชวนให้บริษัทยาจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน คาดว่าจะใช้งบลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การที่จะให้ไบโออีโคโนมีเกิดขึ้นได้ ตามที่คณะทำงานได้ผลักดันอยู่นั้น คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากภาครัฐไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เป็นอยู่ เพราะจากการหารือกับภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังมีปัญหาอีกมากมาย ซึ่งการลงนามเอ็มโอยูความร่วมของภาคเอกชนถือเป็นการลดอุปสรรคไปเพียงขั้นตอนหนึ่ง แต่ยังมีปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขไม่ว่าจะเป็น การแก้กฎหมายให้สามารถนำน้ำอ้อยมาผลิตเป็นเอทานอลได้ โดยไม่ต้องผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อ้อยและน้ำตาลทราย

รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้านั้น จะต้องอยู่ในระดับราคาที่ 4.24 บาทต่อหน่วย และในระยะ 8 ปีแรกจะต้องบวกราคาสูงกว่าปกติอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย พร้อมทั้งเพิ่มโควตาในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนด้วย เป็นต้น ขณะที่การตั้งโรงงานไบโอพลาสติกภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเขตที่มีการตั้งโรงงาน พร้อมอุดหนุนราคาพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งลดหย่อนภาษี 300 % สำหรับการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม โดยครอบคลุมถึงการใช้จ่ายในต่างประเทศที่เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและการทำตลาด

นายอนนต์ กล่าวในตอนท้ายว่า การลงทุนด้านอุตสาหกรรมยาฯ ภาครัฐจะต้องบรรจุผลิตภัณฑ์เข้าในบัญชียาหลักแห่งชาติ รวมถึงการบรรจุเข้าในบัญชีกองทุนยาที่เบิกจ่ายได้ ซึ่งการลงทุนจะต้องขยายระยะเวลาปลอดภาษีจาก 8 ปี เป็น 15 ปี รวมถึงการตั้งกองทุนพัฒนายาแห่งชาติวงเงินไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนแก่ภาคเอกชน เป็นต้น

ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,184 วันที่ 18 – 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559, ฐานเศษฐกิจ
ที่มาของภาพ : www.thansettakij.com