สถาบันวัคซีนฯ เชื่อมั่น “ไทยแลนด์ 4.0” สร้างความมั่นคงด้านทางวัคซีนพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนาองค์ความรู้ และสนับสนุนนวตกรรมทางวิทยาศาสตร์และการสาธารณสุข พร้อมกับได้กำหนดยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ทำให้แต่ละภาคส่วนเริ่มตื่นตัวขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
“กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med) จัดเป็น 1 ใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลมุ่งหวังจะสัมฤทธิ์ผลใน 3-5 ปีข้างหน้า จึงนับเป็นความท้าทายของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ในฐานะองค์กรกลางด้านความมั่นคงทางวัคซีนด้วยเช่นกัน” ดร.นพ.จรุง ระบุ
ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติได้เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์และโครงการสำคัญเพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีนและสามารถพึ่งพาตนเองได้จำนวน 10 โครงการ  โดยสนับสนุนเงินลงทุนกว่า 5,200 ล้านบาทในระยะ 10 ปี การดำเนินงานกระจายในหลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านวัคซีนอย่างเป็นระบบ การจัดเตรียมคลังเก็บวัคซีนในภูมิภาค โครงการผลิตวัคซีนพื้นฐานป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน และการผลิตวัคซีนผสม โครงการวิจัยพัฒนาและขยายกำลังการผลิตวัคซีนป้องกันวัณโรค และเป็นเรื่องน่ายินดีที่มีบริษัทเอกชนประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนโรคไอกรนชนิดไร้เซลล์เพื่อแข่งขันในตลาดโลกได้แล้ว ดร.นพ.จรุง กล่าวอีกว่า
นอกจากนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดตั้งศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ เพื่อเป็นศูนย์วิจัยและทดสอบระดับพรีคลินิกในสัตว์กลุ่มลิง (สัตว์ใหญ่) ขณะเดียวกันหลายหน่วยงานยังเตรียมเสนอโครงการผ่านคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติเพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น โครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทดสอบวัคซีนในสัตว์ทดลอง (สัตว์เล็ก) ของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นหน่วยปฏิบัติการทดสอบวัคซีนและยาสัตว์ที่ได้มาตรฐานในภูมิภาค เป็นต้น
ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า โครงการข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของการมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนานวตกรรมในกลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย แต่ยังจะช่วยสร้างเศรษฐกิจและมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศภายใต้กลไกประชารัฐ รวมทั้งเป็นการจุดประกายให้ทุกฝ่ายช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม