ศักยภาพ “วัคซีนไทย” สู่ระดับสากล

ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขอย่างเห็นได้ชัด และนวัตกรรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยรักษาชีวิตมนุษย์นับล้านคนแล้ว ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี
                ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบการแพทย์และการสาธารณสุขเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก แต่ในเรื่องอุตสาหกรรมยา วัคซีน และชีววัตถุ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทว่าหากทุกภาคส่วนช่วยกันขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติเชื่อว่าโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศคงไม่ไกลเกินเอื้อม
                ศ.พญ.พรรณี ปิติสุทธิธรรม หัวหน้าศูนย์วัคซีน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยในเวทีประชุมหัวข้อ “ศักยภาพและความพร้อมด้านการวิจัยพัฒนาและอุตสาหกรรมวัคซีนของไทยและอาเซียน” หนึ่งในเวทีการประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งว่า
                นโยบายระดับชาติกำหนดให้ประเทศไทยจะต้องมีขีดความสามารถผลิตวัคซีนได้หรือพึ่งพาตนเองได้ ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ทั้งหมด 9 ชนิด เพื่อสกัดกั้นการระบาดของ 7 โรคสำคัญ ได้แก่ คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี ไข้เลือดออก ไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ ขณะเดียวกันยังต้องรองรับการแพร่ระบาดในขั้นวิกฤติได้ รวมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องของราคาวัคซีนในตลาดโลก
ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมาด้วยความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีปัจจัยสำคัญจากนโยบายของรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนจากหน่วยปฏิบัติทุกหน่วยงาน ผลการประเมินด้านต่าง ๆ ชี้ว่าไทยมีศักยภาพความพร้อม ทั้งด้านการวิจัยพัฒนาและด้านการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น
1.ด้านการพัฒนาวัคซีนต้นแบบสามารถพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และพร้อมจะยกระดับกระบวนการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการสู่อุตสาหกรรม 
2.ด้านการวิจัย ขณะนี้มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ พร้อมอุปกรณ์ สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกสามารถพัฒนาวัคซีนในห้องปฏิบัติการ โดยมีกลไกและเครื่องมือที่ส่งเสริมระบบประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล ขณะที่การวิจัยในสัตว์ทดลอง สามารถทดสอบในสัตว์ภายใต้การควบคุมตามระดับความปลอดภัยทางชีวภาพแล้ว
                3.ด้านขีดความสามารถการผลิตวัคซีนที่จำเป็นของประเทศ อยู่ในขั้นการผลิตวัคซีนตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร และได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก
4.ด้านการควบคุมกำกับของภาครัฐ ได้รับการประเมินผ่านตั้งแต่ระดับพื้นฐาน คือ มีระบบควบคุมกำกับวัคซีนของประเทศตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอย่างครบถ้วน และผ่านการตรวจประเมินจากองค์การอนามัยโลก ในฐานะที่สามารถรักษามาตรฐานนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดไทยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่างเพียงพอ จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
                5.ด้านการบริหารจัดการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านวัคซีนมีผลเป็นที่ยอมรับ และมีขีดความสามารถที่จะขยับขึ้นสู่ขั้นสูงสุด คือ การบริหารจัดการในเชิงผลผลิต สามารถปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที นำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติและองค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
                “วิสัยทัศน์และเป้าหมายการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของประเทศไทย คือการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตวัคซีน (World Class Vaccine Developer) ที่สามารถจะผลิตวัคซีนจำหน่ายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการของคนในประเทศ เพื่อความมั่นคงด้านวัคซีน และสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายในระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ” ศ.พญ.พรรณี กล่าว
                ส่วนศักยภาพของประเทศอาเซียนจากข้อมูลสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) พบว่า ประเทศเมียนมา เป็นประเทศน้องใหม่ที่มีศักยภาพในการผลิตวัคซีน โดยวัคซีนที่ผลิตได้คือ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่งได้รับงบประมาณจากองค์กรท้องถิ่น ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ ผลิตวัคซีนได้เองตั้งแต่สิบปีที่แล้ว  และล่าสุดได้ประสานขอความร่วมมือจากสภากาชาดของไทยเพื่อกลับมาผลิตวัคซีนเองอีกครั้ง โดยใช้งบประมาณมาจากภาษีเหล้าและบุหรี่ ทั้งนี้คาดว่าความร่วมมือด้านวัคซีนในภูมิภาคอาเซียนจะมีการสรุปในการประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 9 เพื่อเดินหน้าสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพและการเข้าถึงบริการ ในส่วนของความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน และความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคอาเซียน
                ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัคซีนทั้งการวิจัย การผลิต การประกันและควบคุมคุณภาพวัคซีน รวมถึงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยเฉพาะเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวัคซีนให้ประเทศมีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระยะยาว การประชุมวิชาการครั้งนี้จึงตอบโจทย์ใหญ่เรื่องความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับการพึ่งตนเองด้านวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี 
ดร.นพ.จรุง กล่าวต่อว่า จากการประเมินศักยภาพในการพัฒนาวัคซีนในภาพรวม ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น มีนักวิจัยที่มีศักยภาพสูง และมีหน่วยงานด้านการวิจัยพัฒนาวัคซีนจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 50 หน่วยงาน มีหน่วยงานควบคุมกำกับคุณภาพวัคซีนของประเทศผ่านการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก มีโรงงานผลิตวัคซีนของเอกชนที่มีกำลังการผลิตสูง มีความพร้อมในการส่งออก ในขณะเดียวกันโรงงานผลิตวัคซีนขององค์การเภสัชกรรม อยู่ในจุดที่ใกล้จะสามารถผลิตในเชิงอุตสาหกรรมตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลกเช่นกัน ถือว่าในแง่ของการพัฒนาวัคซีนแล้วประทศไทยมีศักยภาพในระดับสูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
                “ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่ายภายใต้แผนงานตามยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ ส่งผลให้เกิดการพัฒนางานด้านวัคซีนอย่างเป็นระบบ และสอดประสานรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลชุดนี้เป็นแรงขับเคลื่อนอย่างชัดเจน” ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุ
                นับเป็นย่างก้าวสำคัญที่จะส่งให้ประเทศไทยสามารถสร้างความมั่นคงทางวัคซีนให้กับคนไทย ยกระดับคุณภาพบริการสาธารณสุข สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน.

ข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์