ทุ่มงบกลางฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดให้ “เด็กไทย-ต่างด้าว” ทุกราย

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของโรคหัดในปัจจุบันว่า จากข้อมูลของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี 2562
(1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) มีรายงานพบผู้ป่วยไข้ออกผื่นหรือสงสัยหัดจำนวนกว่า 9,400 รายทั่วประเทศ ในจำนวนนี้เสียชีวิต 22 ราย เมื่อเทียบกับในปี 2561 ที่ผ่านมา มีรายงานพบผู้ป่วยต้องสงสัยทั่วประเทศจำนวน 7,529 ราย เสียชีวิต 26 ราย นับว่าสถานการณ์การระบาดในปี2562 ยังคงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดที่มีรายงานว่าพบผู้ป่วยมาก ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา ภูเก็ต และชลบุรี โดยเด็กเล็กที่อยู่ในช่วงอายุ 0-4 ปีป่วยมากที่สุด รองลงมาคือ ช่วงอายุ 15-24 ปี และ 25-34 ปีตามลำดับ
                นพ.นคร กล่าวว่า โรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน และรัฐบาลกำหนดให้วัคซีนป้องกันโรคหัดอยู่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน จำนวน 2 เข็ม เข็มแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และเข็มที่สอง เมื่ออายุ 2 ปีครึ่ง หากพบว่าบุตรหลานยังรับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ ผู้ปกครองสามารถพาไปรับวัคซีนได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วยสงสัยหัด เรียนห้องเดียวกันหรือทำงานร่วมกันและยังไม่เคยได้รับวัคซีนหัด หรือไม่เคยป่วยเป็นโรคหัดมาก่อนควรพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนหัด ทั้งนี้วัคซีนจะได้ผลป้องกันโรคหัดค่อนข้างดีถ้าฉีดภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังสัมผัสโรค
                ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า เพื่อควบคุมสถานการณ์ของโรคหัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รัฐบาลยังได้สนับสนุนงบกลางให้กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในกลุ่มเด็กอายุ 1-12 ปีทั่วประเทศ พ.ศ.2562-2563 ตามแผนเร่งรัดการกำจัดโรคหัดของประเทศไทย โดยเน้นฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กไทยรวมถึงเด็กต่างชาติที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ทุกราย สอดคล้องกับนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2563 – 2565 ที่มีเป้าหมายสำคัญคือ คนไทยและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุม เหมาะสม และเป็นธรรม
                “ขอฝากไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ที่บ้าน ให้เห็นความสำคัญของการพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนทุกชนิดตามแผนงานที่รัฐจัดหาไว้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เนื่องจากสามารถป้องกันโรคจำเป็นที่สำคัญ และไม่ขัดต่อหลักศาสนา ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนที่อาจจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนและผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมา” นพ.นคร กล่าว