ครบรอบ 9 ปี การก่อตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ

“9 ปี สถาบันวัคซีนแห่งชาติ”
“ก้าวสำคัญสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ”

กว่าจะเป็นสถาบันวัคซีนแห่งชาติ
  • • ในปี พ.ศ.2545 คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ มีมติให้ตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
  • • ต่อมาในปี พ.ศ.2550 กรมควบคุมโรค ได้ออกคำสั่งตั้งเป็นสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เป็นหน่วยงานภายในระดับกอง เพื่อรองรับภารกิจตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ โดยจัดสรรให้มีบุคลากรปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ มากขึ้น
  • • และเพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติจึงมีมติผลักดันให้เกิดสถาบันวัคซีนแห่งชาติภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีโดยปรับปรุงจากสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ มีผลตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553
  • • ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มของการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบในฐานะขององค์การมหาชน ก่อให้เกิดผลของการขับเคลื่อนระบบการพัฒนางานด้านวัคซีนอย่างมาก
  • • และเมื่อพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ได้มีผลบังคับใช้ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ทำให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปรับสถานะเป็นองค์การมหาชน ที่มีพระราชบัญญัติเฉพาะ มีบทบาทการขับเคลื่อนนโยบายด้านวัคซีนของประเทศ

ระยะเวลาที่ผ่านมา..สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ดำเนินงานด้านวัคซีนของประเทศที่สำคัญ ดังนี้
  • • บูรณาการจัดหาและสำรองวัคซีนแบบใหม่
  • • พัฒนากลไกบรรจุวัคซีนใหม่ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
  • • การพัฒนาระบบข้อมูลและบริหารจัดการวัคซีน (VIMS)
  • • ผลักดันนำวัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงโรต้ามาให้บริการ และวัคซีนป้องกันเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบ
  • • เตรียมความพร้อมด้านวัคซีนรองรับไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่
  • • การจัดหา สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ

ทิศทางการดำเนินงาน

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ในฐานะหน่วยงานกลางด้านวัคซีนของประเทศ จะเดินหน้าขับเคลื่อน ผลักดัน การพัฒนางานด้านวัคซีนของประเทศร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศมีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอ ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน ประชาชนกลุ่มเป้าหมายทุกพื้นที่ เข้าถึงวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม