ทีมประเทศไทยแถลงความก้าวหน้า การพัฒนาวัคซีนไทยสู้ภัยโควิด

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และหน่วยงานเครือข่าย เปิดเวทีเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 สถานการณ์ความก้าวหน้า การพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด โดยทีมประเทศไทย พร้อมอัปเดตความก้าวหน้าสถานการณ์การวิจัย พัฒนาวัคซีนของประเทศไทย รวมถึงแผนที่กำลังดำเนินงานในปัจจุบันและอนาคต
.
วันที่ 29 กันยายน 2564 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และหน่วยงานเครือข่าย ร่วมเสวนา THAILAND COVID-19 VACCINE FORUM 2021 สถานการณ์ความก้าวหน้า การพัฒนาวัคซีนไทยสู้โควิด โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่
ศ.นพ.เกียรติ  รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ศูนย์วิจัยวัคซีน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทใบยา-ไฟโตฟาร์ม จำกัด
ดร.อนันต์   
จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการไบโอเทค สวทช. ดร.ภญ.พรทิพย์  วิรัชวงศ์ หัวหน้าโครงการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด 19 HXP-GPOVac องค์การเภสัชกรรม
คุณวิฑูรย์ วงศ์หาญกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด และดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด 

 .
 นพ.นคร  เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า นับตั้งแต่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อ
โควิด 19 เมื่อต้นปี 2563 หน่วยงานเครือข่ายด้านวัคซีนทั้งภาครัฐและเอกชนได้ระดมสรรพกำลังในทุกด้านร่วมกันเป็น “ทีมประเทศไทย” ร่วมดำเนินการเพื่อให้ประเทศ ได้ผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดนี้ไปได้ ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยได้มีการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในหลายชนิด ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการเริ่มต้นเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ
.
ด้าน ศ.นพ.เกียรติ  ได้อัปเดตความก้าวหน้าของการวิจัยพัฒนาวัคซีน Chula-Cov 19 วัคซีนโควิด 19 ชนิด mRNA ซึ่งเริ่มดำเนินการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1/2 ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา โดยมีการทดสอบในอาสาสมัคร 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอายุ 18-55 ปี จำนวน 36 ราย และกลุ่มอายุ 56-75 ปี จำนวน 36 ราย ฉีดวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์ ผลเบื้องต้นในกลุ่มอายุ 18-55 ปี พบว่าวัคซีนกระตุ้นภูมิกันได้ดี ไม่พบอาการข้างเคียงที่รุนแรง โดยอาสาสมัครมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยถึงปานกลาง อาการจะดีขึ้นภายใน 1 ถึง 2 วัน โดยอาการที่พบ ได้แก่ เป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ หนาวสั่น และมักพบภายหลังการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 อย่างไรก็ตาม การทดสอบในขั้นนี้ได้ทำการทดสอบในประชากรจำนวนน้อย และยังต้องติดตามผลความปลอดภัยในประชากรที่มากขึ้น ส่วนในกลุ่มอายุ 55-75 ปี ยังอยู่ระหว่างการทดสอบ คาดว่าจะทราบผลเบื้องต้นในกลางเดือนหน้า และขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อเตรียมการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 ต่อไป ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมความพร้อมขยายกำลังการผลิตวัคซีน และคาดว่าจะสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้กับบริษัทไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรมในประเทศได้ในไตรมาสแรกของปี 2565 พร้อมกันนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาวัคซีน Chula-Cov 19-2  ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นที่ 2 ที่ตอบสนองต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์อีกด้วย ทั้งนี้ ศ.นพ.เกียรติ กล่าวเน้นย้ำว่า การที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการพัฒนาและผลิตวัคซีนได้อย่างครบวงจรเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
.
ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา ผู้ร่วมพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ชนิด Protein subunit จากระบบการผลิต recombinant protein โดยการตัดต่อพันธุกรรมของแบคทีเรียที่ก่อโรคในพืช (Agrobacterium) ในใบยาสูบ ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนของบริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม บริษัท startup ในเครือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ขณะนี้วัคซีนโควิด 19 ของบริษัทได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเป็นพิษในสัตว์ทดลองเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในระหว่างการพัฒนาได้มีการปรับสูตรวัคซีนให้สามารถเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนทำการทดสอบวัคซีนในมนุษย์ บริษัทได้ดำเนินการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรมขึ้นมา เพื่อรองรับการผลิตวัคซีนจากระบบดังกล่าว คาดว่าจะมีกำลังการผลิตจำนวน 1-5 ล้านโดสต่อเดือน โดยใช้ระยะเวลาในการสร้างโรงงานรวม 10 เดือน ปัจจุบันวัคซีนอยู่ในระหว่างการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 โดยได้เริ่มฉีดให้กับอาสาสมัครจำนวน 4 รายแรกตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่พบข้อกังวลด้านความปลอดภัย และจะดำเนินการฉีดให้กับอาสาสมัครรุ่นแรกที่เหลืออีก 12 ราย ในวันที่ 30 กันยายน 2564 สำหรับการทดสอบในมนุษย์ของวัคซีนใบยามี ศ.นพ.เกียรติ ร่วมเป็นนักวิจัยทางคลินิกด้วย  นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังได้พัฒนาวัคซีนรุ่นที่สอง โดยปรับปรุงสูตรด้วยการใช้ Adjuvant ชนิดใหม่ ทำให้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น และมีการพัฒนาจากเชื้อไวรัสกลายพันธุ์มากกว่า 10 รูปแบบ เพื่อพัฒนาเป็นวัคซีนผสม (Cocktail vaccine) ซึ่งวัคซีนรุ่นที่สองนี้อยู่ระหว่างการทดสอบในสัตว์ทดลอง
.
สำหรับความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนต้นแบบของ สวทช. ดร.อนันต์ ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนชนิด Viral Vector แบบพ่นจมูกว่า สวทช. ดำเนินการวิจัยพัฒนาในสองรูปแบบ ได้แก่ การใช้ Adenovirus เป็นพาหะ (Adenovirus based) และการใช้ไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นพาหะ (Influenza based)  ขณะนี้ Adenovirus based อยู่ระหว่างการทดสอบในหนูทดลอง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไวต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา โดยเป็นการเลียนแบบช่องทางการติดเชื้อในธรรมชาติ ทำให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจ และเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนชนิด Adenoviral Vector เข้ากล้ามเนื้อ ผลการทดลองเบื้องต้นพบว่าหนูทดลองสร้างภูมิคุ้มกันในระบบทางเดินหายใจได้ดีเทียบเท่ากันทั้งรูปแบบการให้วัคซีนทางการพ่นจมูกและฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ส่วนวัคซีนชนิด Influenza based เป็นการประยุกต์ใช้ให้วัคซีนสามารถป้องกันได้ทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งวัคซีนชนิดนี้อยู่ระหว่างเตรียมการทดสอบในหนูทดลองซึ่งจะเป็นการให้วัคซีนแบบพ่นจมูก โดยการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 แบบพ่นจมูกนี้  มีทีมวิจัยจากหลายประเทศทั่วโลกใช้วิธีนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ สำหรับแผนการขยายกำลังการผลิตวัคซีนชนิด Adenovirus based สวทช. ได้มีความร่วมมือกับบริษัท คินเจนไบโอเทค ส่วนวัคซีนชนิด Influenza based เป็นความร่วมมือระหว่าง สวทช. และองค์การเภสัชกรรม
.
ด้านความก้าวหน้าการพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ขององค์การเภสัชกรรมนั้น ดร.ภญ.พรทิพย์ ได้ให้ข้อมูลว่า วัคซีน HXP-GPOVac ซึ่งเป็นวัคซีนที่พัฒนามาจากไวรัสนิวคาสเซิล (NDV) ทำให้สามารถเพิ่มจำนวนโปรตีนส่วนหนามของไวรัสโคโรนา (Hexapro) จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในไข่ไก่ฟักได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่องค์การเภสัชกรรมสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ในการผลิต โดยวัคซีนชนิดนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานระหว่างประเทศ ได้แก่ สถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา และโรงเรียนแพทย์ Mount Sinai ในนิวยอร์ก และมหาวิทยาลัยเท็กซัส และได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนชนิดนี้ให้กับหลายหน่วยงาน รวมถึงองค์การเภสัชกรรมด้วย ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมได้เผยแพร่ผลงานวิจัยของการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งใช้อาสาสมัครในขั้นนี้จำนวน 210 ราย ผลการทดสอบในอาสาสมัคร พบมีผลข้างเคียงอยู่ในระดับน้อยและสามารถหายได้เอง อาการทั่วไปที่พบได้แก่ ปวด บวม บริเวณที่ฉีด อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี ทั้งนี้ วัคซีน HXP-GPOVac อยู่ระหว่างการเตรียมทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 โดยคาดว่าจะสามารถทำการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 3 ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 และจะสามารถขอขึ้นทะเบียนวัคซีนได้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2565
.
 คุณวิฑูรย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ผู้พัฒนาวัคซีน Covigen วัคซีนโควิด 19 ชนิด DNA กล่าวว่า การพัฒนาวัคซีนโควิด 19 ของบริษัทดำเนินการตั้งแต่การวิจัยพัฒนาในห้องปฏิบัติการจนกระทั่งถึงการทดสอบในสัตว์ทดลอง ทั้งหมดใช้ระยะเวลา 90 วัน ทางบริษัทเชื่อว่าวัคซีนรูปแบบที่ใช้สารพันธุกรรมในการผลิตจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาวัคซีน โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีนที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น เพื่อตอบสนองต่อโรคอุบัติใหม่ และมีความเชื่อว่าต่อไปการพัฒนาวัคซีนจะมีการใช้เทคโนโลยีนี้มากขึ้น โดยวัคซีน Covigen ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นแรก ได้เข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ที่ออสเตรเลีย ในช่วงเดือนเมษายน 2564 และต่อมาบริษัทได้เริ่มการพัฒนาวัคซีนต่อไวรัสกลายพันธุ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ สำหรับการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในประเทศไทยจะสามารถดำเนินการได้ในไตรมาสแรกของปี 2565
นอกจากการพัฒนาวัคซีนเองตั้งแต่ระดับต้นน้ำโดยทีมนักวิจัยในประเทศแล้ว ยังมีการผลิตวัคซีนในประเทศที่ดำเนินการด้วยการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผู้ผลิตวัคซีนในระดับโลก ดร.ทรงพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิด 19 ชนิด Adenoviral vector จากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า ในฐานะผู้รับจ้างผลิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินการว่า บริษัทฯ มีความสามารถในการรองรับการผลิตวัคซีนและยาชีววัตถุที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีการผลิต Recombinant protein โดยใช้ระบบการผลิตในเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แบคทีเรียหรือยีสต์ ได้ตั้งแต่ระดับต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่ง ดร.ทรงพล ได้เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญรวมถึงวิธีการในการรับถ่ายทอดเทคโลยีจากแอสตร้าเซนเนก้า และถ่ายทอดประสบการณ์สำคัญในการผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรมในสถานการณ์ฉุกเฉินระดับโลก ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะวัคซีนสำเร็จรูปเท่านั้นที่ตลาดเป็นของผู้ขาย แต่วัตถุดิบที่ใช้ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ดังนั้น ผู้ผลิตวัคซีนของทีมประเทศไทย จึงควรมีการวางแผนการใช้วัตถุดิบ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นนี้ด้วย
.
ดร.ทรงพล กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์โควิด 19 ครั้งนี้ ทำให้ทั้งนักวิจัยและผู้ผลิตวัคซีนในประเทศ ได้รับประสบการณ์จริง ในการผลิตวัคซีนในภาวะเร่งด่วน เป็นข้อดีที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ซึ่งต่อไปจะส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศในอนาคต
.
นพ.นคร กล่าวทิ้งท้ายว่า เรามีนักวิจัยด้านวัคซีนที่มีศักยภาพ ที่ได้สั่งสมบ่มเพาะความรู้และประสบการณ์มาเป็นระยะเวลานาน “วิกฤติโควิด 19 เป็นโอกาสให้เราได้รวบรวมเอาศักยภาพมาทำงานร่วมกันเป็นทีมประเทศไทย และเป็นโอกาสที่ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากรัฐบาลและทุกภาคส่วน ในการเดินหน้าวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด19 ให้สำเร็จได้”
 
………………………………………………………..
ที่มา: สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
วันที่: 30/09/64