ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการปรับปรุงกลไกการพิจารณาการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
          ปัจจุบันการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในระบบสุขภาพผ่านดำเนินการกลไกนโยบาย 3 กลไก คือกลไกคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่การดำเนินการผ่านกลไกดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีความล่าช้ากว่าหลายประเทศในเอเชียเป็นอย่างมาก ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเสียโอกาสในการป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งมักเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอุบัติการณ์สูง สาเหตุสำคัญของความล่าช้าเกิดจากการพิจารณาข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายประเด็นของกลไกชุดต่างๆ ในขณะที่การพิจารณายาอื่น (ไม่ใช่วัคซีน) ผ่านการพิจารณาเพียงกลไกเดียว คือ กลไกของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักเท่านั้น 
          ในการนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจึงจัดให้มีการศึกษาทบทวนกลไกเพื่อจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุงกลไกการพิจารณาการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งให้คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพิจารณาร่วมกัน แล้วเสนอเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของภาครัฐให้ส่งข้อมูลการพิจาณาต่อไปยังกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจะสอบถามความเห็นชอบประเด็นความพร้อมของงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยร่วมมือกับคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการและคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาถึงความคุ้มค่า ผลกระทบงบประมาณ ความเสมอภาคในการเข้าถึง ขีดความสามารถในการให้บริการวัคซีน รวมทั้งประเด็นทางสังคมและความมั่นคง ก่อนเสนอให้ผู้รับผิดชอบประกาศใช้วัคซีนเหล่านั้นเป็นยาหลักแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 
              
          ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนใหม่ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
          คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเห็นความสำคัญของการเสนอให้มีวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยควรทำแผนระยะกลาง 5 ปี เพื่อเสนอเข้าสู่กลไกพิจารณาและการวางแผนด้านงบประมาณได้อย่างทันกาลและเหมาะสม สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้จัดให้มีการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนใหม่ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคขึ้น ซึ่งเกณฑ์ในการจัดลำดับจะพิจารณาถึงอุบัติการณ์และความรุนแรงของโรค ประสิทธิภาพของวัคซีนและความปลอดภัยของวัคซีน ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการนำวัคซีนมาใช้และผลกระทบเชิงงบประมาณ มาตรการป้องกันโรควิธีอื่นๆ ความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางด้านวัคซีนของประเทศ การป้องกันโรคที่กำลังกำจัดกวาดล้าง และความต้องการของประชาชน ทั้งนี้คาดว่าผลการศึกษาดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 และจะได้เสนอต่อคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับต่อไป

          การผลักดันร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ
เนื่องจากประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต และการกระจายวัคซีนที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้วัคซีนเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่ประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ในปัจจุบันกลไกการบริการจัดการด้านวัคซีนยังขาดความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในการบูรณการนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านวัคซีนที่จะส่งผลให้เกิดความั่นคงและพึ่งตนเองด้านวัคซีนได้ ดังนั้นจึงสมควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นระบบในการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต การประกันและการควบคุมคุณภาพ การจัดหา และการกระจายวัคซีนที่เหมาะสม มีการส่งออกวัคซีนเพื่อเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ และลดการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้มีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจึงยกร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการด้านวัคซีนมีความเป็นเอกภาพ มีความต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ 

          จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “การสำรองวัคซีนแห่งชาติ (National Vaccine Stockpile)”    
เพื่อให้มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และทันการณ์ โดยจัดตั้งระบบการสำรองวัคซีนแห่งชาติอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ แบ่งกลุ่มวัคซีนตามลักษณะการใช้และความเสี่ยงต่อการขาดแคลน พัฒนารูปแบบของการสำรองวัคซีนทั้งคลังกายภาพและคลังเสมือน การปรับระเบียบที่จำเป็นในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนและการสำรองวัคซีนในคลังของผู้ผลิต จัดให้มีหน่วย Vaccine Market Intelligence Unit (VMIU) ทำหน้าที่คอยติดตามข้อมูล ความเคลื่อนไหวด้านวัคซีน โดยประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหา เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานของวัคซีนในอนาคต และแต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อการสำรองวัคซีนแห่งชาติ” ทำหน้าที่ในการบริหารการสำรองวัคซีนแห่งชาติ ติดตามกำกับ และประเมินผลการสำรองวัคซีน ให้สามารถสำรองวัคซีนเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในระดับประเทศได้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์


•    สร้างความร่วมมือด้านวัคซีนภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อเนื่องจากปี 2557 
ภายใต้หัวข้อการจัดประชุมเรื่อง “Follow-up Workshop on Collaborative Models for the effective Communication and Coordination among ASEAN Countries for Regional Vaccine Security” โดยร่วมกันร่างแผนปฏิบัติการด้านการสื่อสารและการประสานงาน (draft of communication and coordination action plan) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ สถาบันจะผลักดันให้ข้อริเริ่มเรื่องความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีนในภูมิภาค (regional vaccine security and self-reliance; RVSSR) ได้รับการบรรจุอยู่ใน ASEAN Post-2015 Health Development Agenda โดยเข้าร่วมประชุมกับผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพระดับสูงในเวทีต่าง ๆ ผ่านกลไกของอาเซียน (ASEAN mechanism) เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมได้พิจารณาดำเนินการต่อไป

•    จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “การนำวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ติดเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” 
โดยนำผลการประเมินต้นทุน-อรรถประโยชน์ และผลกระทบเชิงงบประมาณของวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี ในประเทศไทย ที่ได้ศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความคุ้มค่าและภาระงบประมาณของการให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ Hib แบบ DTP-HB-Hib เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการให้วัคซีน DTP-HB ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทย ซึ่งพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูง จึงนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ขอให้เตรียมข้อมูลด้านวิชาการเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ รวมทั้งคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติตามระบบกลไกการตัดสินใจนำวัคซีนใหม่เข้ามาใช้ในระบบสุขภาพของประเทศ

•    จัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564  
โดยมีที่มาจาก“นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2548” ซึ่งได้ใช้เป็นกรอบแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวัคซีนมาร่วม 10 ปี แต่การวิจัยพัฒนาและการผลิตวัคซีนเพื่อการพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ไม่มีการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยพัฒนา และการผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นอกจากนี้สภาพการและปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการไปจากเดิมค่อนข้างมาก
สถาบันจึงได้จัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อให้มีการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประเทศไทยสามารถวิจัยและผลิตวัคซีนได้อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ได้นำเสนอและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติแล้ว 

·    สร้างความร่วมมือทางด้านการวิจัยพัฒนา การผลิต และการจัดซื้อวัคซีนร่วมกันภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการประเทศสมาชิก ภายใต้ชื่อ “Workshop among ASEAN Countries on Opportunities for Regional Vaccine Security ” มีผู้แทนเข้าร่วม 8 ประเทศ (ยกเว้นประเทศบรูไนและสิงคโปร์)
ผลการประชุมโดยสรุป คือ ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านวัคซีน และการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนในภูมิภาค โดยผลการระดมสมอง ได้มีการเสนอการสร้างความร่วมมือใน 4 หัวข้อ คือ

1) การบริหารจัดการเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างเป็นระบบ (System development)
2) การพัฒนาบุคลากรด้านวัคซีน (Human resource development)
3) การกำหนดนโยบายราคาวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Price Policy for Vaccine: APPV)
4) การสื่อสารและการประสานงาน (Communication and coordination)
โดยที่ประชุมขอให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติสรุปและนำเสนอผลการประชุมต่อสำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat Office: ASO) และสำนักงานองค์การอนามัยโลกทั้งสองภูมิภาค (WHO WPRO and SEARO) พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอในการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน เสนอต่อที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของอาเซียน (AEGCD Meeting) ที่ประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพัฒนาสาธารณสุข (SOMHD) และที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน (ASEAN Health Minister Meeting: AHMM) เพื่อให้สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไป