ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนกันยายน 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนสิงหาคม 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนกรกฎาคม 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนมิถุนายน 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนพฤษภาคม 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนเมษายน 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนมีนาคม 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนกุมภาพันธ์ 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนมกราคม 2559
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนธันวาคม 2558
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนพฤศจิกายน 2558
ผลการใช้จ่ายงบประมาณปี 2559 เดือนตุลาคม 2558

พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561
          พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ภายใต้กลไกตามบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการด้านวัคซีนของประเทศมีความเป็นเอกภาพ ต่อเนื่อง และบูรณาการนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนอันนำไปสู่การพึ่งพาตนเองและเกิดความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายการเป็นผู้นำด้านวัคซีนและชีววัตถุในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า

นโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2563 - 2565
          สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ดำเนินการจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พร้อมกรอบงบประมาณสำหรับใช้ในการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ ให้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 โดยใช้เป็นกรอบในการขับเคลื่อน ผลักดันการพัฒนาสู่ความมั่นคงด้านวัคซีน ในระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565) เพื่อให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทยได้รับวัคซีนอย่างครอบคลุม เหมาะสม ประเทศมีวัคซีนที่จำเป็นใช้อย่างเพียงพอทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน และสามารถผลิตวัคซีนที่จำเป็นสำหรับใช้ป้องกันโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้า รวมทั้งพัฒนาองค์กรด้านวัคซีน และบูรณาการความร่วมมือและศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน

        ยกระดับการบริหารจัดการวัคซีน โดยจัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) การบูรณาการการบริหารจัดการวัคซีน การจัดซื้อและการสำรองวัคซีนรูปแบบใหม่
        
เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเทศไทยจะมีวัคซีนสำหรับให้บริการประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่องทั้งในภาวะปกติและภาวะที่มีการระบาด ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังนำสู่การปฏิบัติในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

        การพัฒนาระบบข้อมูลและบริหารจัดการวัคซีน
        เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตาม รวบรวม วิเคราะห์ และแบ่งปันข้อมูลความเคลื่อนไหวด้านตลาดวัคซีนของประเทศ เพื่อใช้ในการสนับสนุน ตัดสินใจของฝ่ายบริหารเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ ให้มีความถูกต้องสอดคล้องกับสภาพตลาดวัคซีนที่มีการเปลี่ยนแปลง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2561 จัดทำชุดข้อมูลอุปสงค์อุปทานด้านวัคซีน เพื่อคาดการณ์แนวโน้มการขาดแคลนวัคซีนรวมหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) ในรูปแบบเอกสารเผยแพร่ให้กับหน่วยงานเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์

        การสร้างความร่วมมือเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก
        
ชนิดสองและเก้าสายพันธุ์จากบริษัท Xiamen Innovax Biotech จำกัด ประเทศจีน ให้แก่ผู้ผลิตวัคซีนในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก และลดการเกิดมะเร็งปากมดลูกลงอย่างมีประสิทธิภาพ

        การสนับสนุนอุตสาหกรรมวัคซีนในประเทศ โดยจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์การคัดเลือกและวิธีการจัดซื้อวัคซีนที่ผลิตในประเทศที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน
        และ (ร่าง) บัญชีแนบท้ายรายชื่อผู้ผลิตในประเทศไทยและผลิตภัณฑ์วัคซีนที่จะได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุน เสนอคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง พิจารณาออกเป็นประกาศ หากมีผลบังคับใช้จะเป็นการสร้างหลักประกันทางการตลาดแก่อุตสาหกรรมวัคซีนในประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง เติบโตและแข่งขันได้ในตลาด

          ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการปรับปรุงกลไกการพิจารณาการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
          ปัจจุบันการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในระบบสุขภาพผ่านดำเนินการกลไกนโยบาย 3 กลไก คือกลไกคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค กลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และกลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่การดำเนินการผ่านกลไกดังกล่าวทำให้ประเทศไทยมีความล่าช้ากว่าหลายประเทศในเอเชียเป็นอย่างมาก ทำให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเสียโอกาสในการป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งมักเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอุบัติการณ์สูง สาเหตุสำคัญของความล่าช้าเกิดจากการพิจารณาข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายประเด็นของกลไกชุดต่างๆ ในขณะที่การพิจารณายาอื่น (ไม่ใช่วัคซีน) ผ่านการพิจารณาเพียงกลไกเดียว คือ กลไกของคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักเท่านั้น 
          ในการนี้ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจึงจัดให้มีการศึกษาทบทวนกลไกเพื่อจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุงกลไกการพิจารณาการนำวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งให้คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและคณะอนุกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพิจารณาร่วมกัน แล้วเสนอเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพของภาครัฐให้ส่งข้อมูลการพิจาณาต่อไปยังกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งจะสอบถามความเห็นชอบประเด็นความพร้อมของงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยร่วมมือกับคณะอนุกรรมการพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการและคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการเงินการคลัง ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พิจารณาถึงความคุ้มค่า ผลกระทบงบประมาณ ความเสมอภาคในการเข้าถึง ขีดความสามารถในการให้บริการวัคซีน รวมทั้งประเด็นทางสังคมและความมั่นคง ก่อนเสนอให้ผู้รับผิดชอบประกาศใช้วัคซีนเหล่านั้นเป็นยาหลักแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 
              
          ข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนใหม่ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
          คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคเห็นความสำคัญของการเสนอให้มีวัคซีนใหม่มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยควรทำแผนระยะกลาง 5 ปี เพื่อเสนอเข้าสู่กลไกพิจารณาและการวางแผนด้านงบประมาณได้อย่างทันกาลและเหมาะสม สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้จัดให้มีการศึกษาและจัดทำข้อเสนอการจัดลำดับความสำคัญของวัคซีนใหม่ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคขึ้น ซึ่งเกณฑ์ในการจัดลำดับจะพิจารณาถึงอุบัติการณ์และความรุนแรงของโรค ประสิทธิภาพของวัคซีนและความปลอดภัยของวัคซีน ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์ของการนำวัคซีนมาใช้และผลกระทบเชิงงบประมาณ มาตรการป้องกันโรควิธีอื่นๆ ความเป็นไปได้ในการนำมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างยั่งยืน ความมั่นคงทางด้านวัคซีนของประเทศ การป้องกันโรคที่กำลังกำจัดกวาดล้าง และความต้องการของประชาชน ทั้งนี้คาดว่าผลการศึกษาดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมิถุนายน 2560 และจะได้เสนอต่อคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับต่อไป

          การผลักดันร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ
เนื่องจากประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต และการกระจายวัคซีนที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอสำหรับการใช้วัคซีนเพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแก่ประชาชน ทั้งในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ในปัจจุบันกลไกการบริการจัดการด้านวัคซีนยังขาดความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในการบูรณการนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านวัคซีนที่จะส่งผลให้เกิดความั่นคงและพึ่งตนเองด้านวัคซีนได้ ดังนั้นจึงสมควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นระบบในการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต การประกันและการควบคุมคุณภาพ การจัดหา และการกระจายวัคซีนที่เหมาะสม มีการส่งออกวัคซีนเพื่อเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศ และลดการนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดให้มีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ สถาบันวัคซีนแห่งชาติจึงยกร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการด้านวัคซีนมีความเป็นเอกภาพ มีความต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศ 

          จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “การสำรองวัคซีนแห่งชาติ (National Vaccine Stockpile)”    
เพื่อให้มีวัคซีนใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และทันการณ์ โดยจัดตั้งระบบการสำรองวัคซีนแห่งชาติอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ แบ่งกลุ่มวัคซีนตามลักษณะการใช้และความเสี่ยงต่อการขาดแคลน พัฒนารูปแบบของการสำรองวัคซีนทั้งคลังกายภาพและคลังเสมือน การปรับระเบียบที่จำเป็นในการจัดซื้อจัดหาวัคซีนและการสำรองวัคซีนในคลังของผู้ผลิต จัดให้มีหน่วย Vaccine Market Intelligence Unit (VMIU) ทำหน้าที่คอยติดตามข้อมูล ความเคลื่อนไหวด้านวัคซีน โดยประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดหา เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานของวัคซีนในอนาคต และแต่งตั้ง “คณะกรรมการเพื่อการสำรองวัคซีนแห่งชาติ” ทำหน้าที่ในการบริหารการสำรองวัคซีนแห่งชาติ ติดตามกำกับ และประเมินผลการสำรองวัคซีน ให้สามารถสำรองวัคซีนเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ในระดับประเทศได้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์

•    สร้างความร่วมมือด้านวัคซีนภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต่อเนื่องจากปี 2557 
ภายใต้หัวข้อการจัดประชุมเรื่อง “Follow-up Workshop on Collaborative Models for the effective Communication and Coordination among ASEAN Countries for Regional Vaccine Security” โดยร่วมกันร่างแผนปฏิบัติการด้านการสื่อสารและการประสานงาน (draft of communication and coordination action plan) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือเพื่อความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ สถาบันจะผลักดันให้ข้อริเริ่มเรื่องความมั่นคงและการพึ่งตนเองด้านวัคซีนในภูมิภาค (regional vaccine security and self-reliance; RVSSR) ได้รับการบรรจุอยู่ใน ASEAN Post-2015 Health Development Agenda โดยเข้าร่วมประชุมกับผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพระดับสูงในเวทีต่าง ๆ ผ่านกลไกของอาเซียน (ASEAN mechanism) เพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานต่อที่ประชุมได้พิจารณาดำเนินการต่อไป

•    จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย “การนำวัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-ตับอักเสบบี-ติดเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” 
โดยนำผลการประเมินต้นทุน-อรรถประโยชน์ และผลกระทบเชิงงบประมาณของวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ ชนิดบี ในประเทศไทย ที่ได้ศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความคุ้มค่าและภาระงบประมาณของการให้วัคซีนป้องกันการติดเชื้อ Hib แบบ DTP-HB-Hib เปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการให้วัคซีน DTP-HB ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศไทย ซึ่งพบว่าวัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สูง จึงนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ขอให้เตรียมข้อมูลด้านวิชาการเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ รวมทั้งคณะอนุกรรมการบัญชียาหลักแห่งชาติตามระบบกลไกการตัดสินใจนำวัคซีนใหม่เข้ามาใช้ในระบบสุขภาพของประเทศ

•    จัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564  
โดยมีที่มาจาก“นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2548” ซึ่งได้ใช้เป็นกรอบแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านวัคซีนมาร่วม 10 ปี แต่การวิจัยพัฒนาและการผลิตวัคซีนเพื่อการพึ่งตนเองและความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ไม่มีการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยพัฒนา และการผลิตภายในประเทศอย่างจริงจัง และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ นอกจากนี้สภาพการและปัจจัยด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกประเทศมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการไปจากเดิมค่อนข้างมาก
สถาบันจึงได้จัดทำ (ร่าง) นโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อให้มีการบริหารจัดการและการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประเทศไทยสามารถวิจัยและผลิตวัคซีนได้อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ได้นำเสนอและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติแล้ว<br 13.3333px;="" line-height:="" 21.3333px;"="">

สร้างความร่วมมือทางด้านการวิจัยพัฒนา การผลิต และการจัดซื้อวัคซีนร่วมกันภายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ดำเนินการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการประเทศสมาชิก ภายใต้ชื่อ “Workshop among ASEAN Countries on Opportunities for Regional Vaccine Security ” มีผู้แทนเข้าร่วม 8 ประเทศ (ยกเว้นประเทศบรูไนและสิงคโปร์)

ผลการประชุมโดยสรุป คือ ผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นพ้องร่วมกันถึงความสำคัญของความมั่นคงด้านวัคซีน และการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนในภูมิภาค โดยผลการระดมสมอง ได้มีการเสนอการสร้างความร่วมมือใน 4 หัวข้อ คือ

1) การบริหารจัดการเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนอย่างเป็นระบบ (System development)
2) การพัฒนาบุคลากรด้านวัคซีน (Human resource development)
3) การกำหนดนโยบายราคาวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Price Policy for Vaccine: APPV)
4) การสื่อสารและการประสานงาน (Communication and coordination)

โดยที่ประชุมขอให้สถาบันวัคซีนแห่งชาติสรุปและนำเสนอผลการประชุมต่อสำนักงานเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat Office: ASO) และสำนักงานองค์การอนามัยโลกทั้งสองภูมิภาค (WHO WPRO and SEARO) พร้อมทั้งจัดทำข้อเสนอในการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนในภูมิภาคอาเซียน เสนอต่อที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของอาเซียน (AEGCD Meeting) ที่ประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการพัฒนาสาธารณสุข (SOMHD) และที่ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน (ASEAN Health Minister Meeting: AHMM) เพื่อให้สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติต่อไป

บริหารจัดการให้ประเทศมีความมั่นคงด้านวัคซีน ภายในปี 2564

บูรณาการและบริหารจัดการงานด้านวัคซีนอย่างมีส่วนร่วม และเกิดผลสัมฤทธิ์

            ความสำคัญของการผลิตวัคซีนภายในประเทศ
ด้วยเหตุที่วัคซีนมีความสำคัญต่อการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ จึงเป็นการสมควรที่ประเทศจะสร้างหลักประกันว่าจะมีวัคซีนที่จำเป็นในปริมาณเพียงพอที่จะใช้ป้องกันโรค
แก่ประชาชนในปัจจุบันและอนาคต โดยอยู่บนพื้นฐานของการพึ่งตนเองด้วยการสร้างความร่วมมืออย่างกว้างขวางของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนาศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนของประเทศในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนได้เอง นอกจากจะลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ยังมีโอกาสส่งออกวัคซีนที่มีศักยภาพการผลิตภายในประเทศ นำรายได้เข้าประเทศได้อีกด้วย คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2548 

            การจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ      
เพื่อเป็นฐานรองรับการลงทุนและการสนับสนุนของภาครัฐ และการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐและเอกชนให้บรรลุเป้าประสงค์โดยเร็ว โดยกำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่มีความสามารถและคล่องตัวเพื่อทำหน้าที่ประสานงานและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างครบวงจร โดยมีพัฒนาการของการจัดตั้ง ดังนี้

            ก. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ  ในระยะเริ่มต้น คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติมีมติให้จัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2545 เพื่อทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการฯ

            ข. สำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ  ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 กรมควบคุมโรคได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติขึ้นเป็นการภายใน เพื่อรองรับภารกิจตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์วัคซีนแห่งชาติ โดยได้จัดสรรให้มีบุคลากรเพื่อมาปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ มากขึ้น

            ค. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ  เนื่องจากการขับเคลื่อนงานตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ฯ มีความสำคัญ และปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินงานด้านวัคซีน คือ การมีหน่วยงานกลางที่สามารถทำหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในยังมีรูปแบบการบริหารงานที่ไม่คล่องตัว มีข้อจำกัดในเรื่องของบุคลากร ซึ่งงานด้านวัคซีนจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นจำนวนมาก แต่รูปแบบของหน่วยงานลักษณะนี้ ไม่เอื้อต่อการบริหารจัดการบุคลากรและงบประมาณ
          คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติจึงมีมติผลักดันให้เกิดสถาบันวัคซีนแห่งชาติภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ควบคู่กับการจัดตั้งสถาบันที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อแก้ไขข้อจำกัดข้างต้น และประเทศจะได้มีหน่วยงานกลางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนางานด้านวัคซีนเพื่อการพึ่งตนเองต่อไป สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีผลตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553

            ง. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน)  ต่อมามีการยกร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขึ้น ระหว่างปี พ.ศ. 2554-2555 โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2555 และได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2555
          สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สวช. และใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “National Vaccine Institute (Public Organization)” หรือ NVI ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการด้านการวิจัยพัฒนาและผลิตวัคซีน เพื่อให้มีเพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศไม่ว่าในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมทั้งทำหน้าที่บริหารจัดการและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนทำหน้าที่เป็นศูนย์พัฒนาข้อมูลและสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านวัคซีน รวมทั้งให้บริการทางวิชาการและฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านวัคซีนอย่างครบวงจร

            จ. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ  โดยที่ปัจจุบันกลไกการบริหารจัดการด้านวัคซีนของประเทศยังขาดความเป็นเอกภาพ ขาดความต่อเนื่องในการบูรณาการนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ด้านวัคซีน สมควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นระบบในการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต การประกัน การควบคุมคุณภาพ การจัดหา และการกระจายวัคซีนที่เหมาะสมและเพียงพอ จึงได้มีการยกร่างพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติขึ้นในระหว่างปี 2558-2559 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติฯ ในวันที่ 20 ธันวาคม 2559 และได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561

            วัตถุประสงค์การจัดตั้ง

1) ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำร่างนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ
2) ส่งเสริม สนับสนุน หรือดำเนินการให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต และการกระจายวัคซีนให้มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอ สำหรับที่จะใช้ทั้งในสถานการณ์ปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉิน
3) บริหารจัดการเพื่อการบูรณาการและขับเคลื่อนการดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลตามนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ
4) สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน และประสานงานหรือร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ สถาบัน การศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการเกี่ยวกับวัคซีน
5) เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการข้อมูลและความรู้เชิงบูรณาการ เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และวิชาการเกี่ยวกับวัคซีน เพื่อให้บริการทางวิชาการ พัฒนาข้อมูลและสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านวัคซีน
6) ส่งเสริม สนับสนุน หรือดำเนินการให้มีการฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านวัคซีนของประเทศ

Download:  พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561