สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม และกรมควบคุมโรค ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัคซีนไทยด้วยเทคโนโลยีเซลล์เพาะเลี้ยง (Cell-Based Technology) ยกระดับศักยภาพการผลิตวัคซีนภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า พร้อมวางรากฐานสู่การพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนและเสริมสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม และกรมควบคุมโรค จัดงานเสวนาสำคัญภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมโลกด้วยเทคโนโลยีเซลล์เพาะเลี้ยง กุญแจสู่ความมั่นคงด้านวัคซีนที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอในงาน Thailand Research Expo 2026 โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจาก 3 หน่วยงานหลักด้านสาธารณสุขของประเทศ ได้แก่ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ นำโดย นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม โดย ดร.ภญ.สมชัยยา สุริฉันท์ ผู้จัดการโรงงานวัคซีนและชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม (GPO) และ นายแพทย์ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค มาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางเพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศไทย
นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมความมั่นคงด้านวัคซีนของไทย โดยระบุว่าแม้ปัจจุบันไทยจะมีระบบนิเวศที่พร้อมระดับหนึ่งและจัดหาวัคซีนให้ประชาชนได้เพียงพอ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีนตั้งแต่ระดับต้นน้ำ (Upstream) เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองและรองรับการระบาดของโรคอุบัติใหม่ได้ รัฐบาลได้วางกลไกสนับสนุนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านนโยบาย การให้ทุน การพัฒนาบุคลากร รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และ EECO โดยมีมาตรการสนับสนุนวัคซีนที่ผลิตในประเทศเป็นพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม สนับสนุนให้การจัดซื้อวัคซีนจากผู้ผลิตในประเทศ และยังมีนโยบาย “Open Thailand” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปลดล็อคกฎระเบียบและระบบราชการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อภาครัฐ
ด้าน ดร.ภญ.สมชัยยา สุริฉันท์ ผู้จัดการโรงงานวัคซีนและชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม (GPO) กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม ได้สร้างความร่วมมือกับ SK bioscience จากเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นผู้นำนวัตกรรมวัคซีนระดับโลก เพื่อการลงทุนและพัฒนาด้านวัคซีนยกระดับสู่ผู้ผลิตระดับโลก โดย ดร.ภญ.สมชัยยา สุริฉันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวัคซีนและชีววัตถุ องค์การเภสัชกรรม ได้เน้นย้ำถึงข้อจำกัดของการผลิตวัคซีนแบบดั้งเดิมที่ใช้ไข่ไก่ฟัก (Egg-based Platform) ซึ่งต้องพึ่งพาวัตถุดิบและขยายกำลังการผลิตได้ยากในภาวะวิกฤต จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนผ่านสู่ Cell-Based Platform ซึ่งสามารถทลายข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างก้าวกระโดด และเป็นแพลตฟอร์มอเนกประสงค์ที่พร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่ (Disease X) ได้อย่างแม่นยำ ทั้งนี้ องค์การเภสัชกรรม ได้ทำความร่วมมือกับ SK bioscience โดยความร่วมมือในระยะที่ 1 อยู่ในระดับปลายน้ำ (Fill & Finish) ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้ขึ้นทะเบียนกับ อย. แล้ว และเป้าหมายในระยะต่อไป คือการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตระดับต้นน้ำ โดยตั้งเป้าผลิตวัคซีนให้ได้ 4-6 ล้านโดส เพื่อรองรับประชากรกลุ่มเสี่ยงของประเทศอย่างยั่งยืน
นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค ได้นำเสนอ
ทิศทางการใช้งานและการบริหารจัดการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยระบุว่าในปี 2569 มีกลุ่มเป้าหมายการให้บริการวัคซีนรวมกว่า 8.4 ล้านโดส แบ่งเป็นการสนับสนุนจากกรมควบคุมโรค 8.5 แสนโดส และจาก สปสช. อีกกว่า 7.57 ล้านโดส ในมุมมองเชิงนโยบาย นพ.ยงเจือ เน้นย้ำว่า วัคซีนชนิดเซลล์เพาะเลี้ยงมีจุดแข็งที่สำคัญคือ ช่วยลดการกลายพันธุ์ระหว่างการผลิต ทำให้ได้สารกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ตรงกับสายพันธุ์ไวรัสที่ระบาดจริงมากขึ้น มีความยืดหยุ่นด้านการผลิต และปลอดภัยสำหรับผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาในเรื่องราคาที่สูงกว่าและกำลังการผลิตที่ยังน้อยกว่าแบบไข่ไก่ ซึ่งต้องมีการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม