วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 11.30–12.30 น. ห้องประชุม 112 ณ สัปปายะสภาสถาน (รัฐสภา) องค์กรสุขภาพที่นำโดยกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (สรพ.) และสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (สวช.) ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนอนโยบายต่อว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบาย เพื่อพัฒนาให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี และแสดงเจตจำนงว่าจะร่วมผนึกกำลังกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว
รัฐต้องถือว่าการทำให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นไม่ใช่ภาระทางงบประมาณของประเทศ หากแต่เป็นการลงทุนที่หากดำเนินการได้อย่างถูกทิศทาง และบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะก่อให้เกิดผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่า
เป้าหมายของระบบสุขภาพที่ทำให้ประชาชนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี สามารถวัดได้ด้วยตัวชี้วัดสากล คือ HALE (Healthy Adjusted Life Expectancy) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยมองสุขภาพแบบองค์รวม ไม่แยกส่วน และทำให้องค์กรสุขภาพทุกภาคส่วนที่มีกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้เล่นหลัก (Key Player) สามารถสานพลังและขับเคลื่อนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งแต่การจัดทำนโยบายที่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based Policy) และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้นโยบายที่ดีที่สุด (Best Buy Policy) รัฐจึงจำเป็นต้องลงทุนในระบบข้อมูลสุขภาพที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน รวมถึงเครื่องมือทางวิชาการที่แม้อาจต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่จะนำไปสู่การรับรู้สถานการณ์ แนวโน้ม และปัจจัยของปัญหา ตลอดจนแนวทางแก้ไขที่นำไปสู่ความสำเร็จ อาทิ การสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย (The National Health Examination Survey: NHES) และการศึกษาภาระโรค (Burden of Disease: BOD)
ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีข้อมูลชัดเจนว่าภัยคุกคามสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศไทย คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ระบบบริการสุขภาพจึงจำเป็นต้องรองรับการดูแลผู้สูงอายุให้เจ็บป่วยช้าลง ครอบคลุมการดูแลระยะยาวและการดูแลระยะท้ายของชีวิต (Long-Term Care and Palliative Care) เพื่อให้เกิดภาวะ “ตายดี” อย่างมีคุณภาพและเพียงพอโดยเร่งด่วน ขณะเดียวกัน อัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้ภาวะพึ่งพิงเพิ่มสูงขึ้น เด็กที่มีจำนวนน้อยลงยิ่งต้องได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพตั้งแต่พัฒนาการ สุขภาพ และสมรรถนะ เพื่อให้เติบโตอย่างมีศักยภาพ แม้เกิดน้อยแต่ไม่ด้อยคุณภาพ อีกประเด็นสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงภาระโรคไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งนอกจากจะส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงแล้ว ยังอาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือความพิการจากการเจ็บป่วย โดยข้อมูลปัจจุบันชี้ชัดว่าการป้องกันและการรักษายังไม่ประสบผลสำเร็จ มีแนวโน้มความชุกเพิ่มสูงขึ้น ผู้ที่เข้าสู่ระบบบริการยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ตามเป้าหมาย และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ดังนั้น ระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพจำเป็นต้องมุ่งสู่ความยั่งยืน ด้วยการลดการใช้ทรัพยากรในบริการที่มีคุณค่าต่ำ (Low-Value Care) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ การลงทุนและเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผ่านการประเมินความคุ้มค่า สอดคล้องกับหลักสากล รวมถึงการสร้างเศรษฐกิจจากระบบประกันสุขภาพ การเข้าถึงยาและวัคซีนที่จำเป็นในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐาน และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านยาและวัคซีนของชาติ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและระบบนิเวศเพื่อการผลิตภายในประเทศในอนาคต
การพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิแบบมีส่วนร่วมให้เกิดความเข้มแข็ง ถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับสุขภาพประชาชน โดยต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคอย่างจริงจัง ควบคู่กับการขจัดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ อาทิ ฝุ่น PM2.5 อุบัติเหตุ บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เช่น การบริโภคอาหารที่เหมาะสมและการออกกำลังกาย รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของทีมบริการสุขภาพปฐมภูมิ
ระบบบริการสุขภาพต้องครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยยึดระบบคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการให้สามารถให้และรับบริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมยกระดับบริการทางการแพทย์ขั้นสูง และระบบรองรับภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (Public Health Emergency Preparedness) ให้ครอบคลุมถึงระดับตำบล เพื่อช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการ และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพทั่วประเทศ การให้บริการดังกล่าวต้องคำนึงถึงกำลังคนในระบบสุขภาพให้มีจำนวนเพียงพอ มีสมรรถนะที่เหมาะสม ได้รับการส่งเสริมให้มีพลัง มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีรายได้ที่เป็นธรรม และมีภาระงานที่สมดุล
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาระบบสุขภาพเป็นหัวใจสำคัญ ต้องสร้างความตระหนักว่าสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน พร้อมทั้งส่งเสริมการดูแลสุขภาพตนเองด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ อุปกรณ์สวมใส่ดิจิทัล โค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิต และการประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม (Participatory Public Policy Process: P4) แนวคิดนโยบายสุขภาพในทุกนโยบาย (Health in All Policies) และการพิจารณาปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านต่าง ๆ รวมถึงทิศทางนโยบายด้านสุขภาพโลก (Global Health Policy) ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ท้ายที่สุด องค์กรสุขภาพพร้อมสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย “คนไทยมีอายุยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี” ร่วมกับว่าที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายอย่างเต็มที่